ประเทศไทยใหญ่ไม่พอ "ขุ่นแม่แอน" ขอสร้าง JKN เป็น Regional Company

แม้ฉายา “ข้ามเพศพันล้าน” จะเป็นความภูมิใจของ แอน–จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ที่ก้าวจากเด็กหนุ่มที่กลับมารับช่วงธุรกิจวิดีโอของครอบครัวในยุคล่มสลาย ทรานฟอร์มธุรกิจ ไปพร้อมๆ กับการทรานฟอร์มตัวเอง มาสู่ผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์อันดับ 1 ของเมืองไทยที่มีลูกค้าเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มสถานีโทรทัศน์ทั้งทีวีดิจิทัล และทีวีดาวเทียมมากกว่า 200 สถานี

แต่ด้วยความเป็นนักสู้ที่มองหาโอกาสที่กว้างใหญ่กว่าของสาวข้ามเพศพันล้าน แอน-จักรพงษ์ มองไปไกล และวางแผนก้าวเดินไปถึงหมื่นล้านแล้ว

แอน มองว่า ความสำเร็จของ JKN คือวิธีคิดต่าง ที่คนส่วนใหญ่ต้องการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม แย่งชิงช่องโทรทัศน์ อยากเป็นเจ้าของสื่อ ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ไม่สามารถผลิตป้อนสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ได้ทัน และเธอเองก็ไม่คิดว่า การตั้งบริษัทผลิตคอนเทนต์เองจะตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้หมด แต่การเดินหน้าซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่ดีๆ จากทั่วโลกต่างหาก คือแนวทางที่ถูกต้อง

วันนี้ JKN มีคอนเทนต์อยู่ในมือ 8 กลุ่ม ประกอบด้วย

  • JKN Originals สารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ผลิตร่วมกับเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค นำไปออกอากาศทั่วโลก
  • Asian Fantasy จากผู้นำเข้าละครซีรีส์เกาหลียุคแรกเริ่ม อย่าง แดจังกึม จูมง ไปจนถึงซีรีส์จีน ฮ่องกง และไต้หวัน วันนี้ ซีรีส์อินเดีย และฟิลิปปินส์ คือคอนเทนต์แม่เหล็กที่ไม่เพียงแต่ทำรายได้ในประเทศไทย แต่ยังนำออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ พร้อมๆ กับละครไทย จากช่อง 3
  • Hollywood Hit ซีรีส์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา อย่าง ซีรีส์สอบสวนยอดฮิต CSI ซีรีส์สยองขวัญยอดนิยมตลอดกาล The Walking Dead และซีรีส์ย้อนยุค Spartacus
  • I Magic The Project สารคดีจากช่องสารคดีชั้นนำ จาก BBC, History Channel, Discovery Channel, National Geographic
  • Kids Inspired การ์ตูน อนิเมชั่น จากยุโรป และสหรัฐอเมริกา
  • Music Star Parade คอนเทนต์คอนเสิร์ตจากยุโรป อเมริกา และเกาหลี
  • News คอนเทนต์รายการข่าวภายใต้แบรนด์ JKN CNBC ที่ได้รับลิขสิทธิ์จากช่อง CNBC สหรัฐอเมริกา
  • Super Show คอนเทนต์วาไรตี้ ทอล์คโชว์ เกมโชว์ ทั้งในและต่างประเทศ

คอนเทนต์เหล่านี้ถูกนำไปสร้างรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ใน 7 แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย

  1. ทีวีดิจิทัล 22 ช่อง โดย 4 ช่องสุดท้าย True4U, Mono, PPTV และ Amarin TV ก็จะนำคอนเทนต์จาก JKN ออกอากาศในปีนี้
  2. เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม กว่า 200 ช่อง
  3. Cinema คอนเทนต์สำหรับการนำเสนอผ่านโรงภาพยนตร์
  4. Publishing คอนเทนต์ในรูปแบบ e Book
  5. Merchandise สินค้าที่ระลึก ของสะสม คอลเลคชั่นต่างๆ จากศิลปิน นักแสดง
  6. OTT การนำคอนเทนต์เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยผู้ให้บริการ OTT อย่าง AIS Play, Hooq, Netfilx, Line TV, Prime Time และ Bflix ที่มีการเปิดช่องพิเศษให้กับ JKN 2 ช่อง คือ JKN Namaste ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง JKN และ FOX และ JKN Zee Magic ที่ร่วมมือกันระหว่าง JKN และ Zee จากอินเดีย และในปีนี้จะมีการเปิดให้ครบ 5 ช่อง โดยช่องต่อไปจะร่วมมือกับ Viacom จากสหรัฐอเมริกา
  7. Ancillary นำออกอากาศทางยานพาหนะ และเครื่องบิน

แนวทางการทำธุรกิจเหล่านี้ ทำให้ผลการดำเนินงานในปี 2561 ของ JKN ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยมีรายได้ 1,422 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,155 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 227.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 187.67 ล้านบาท

แต่ในปีนี้ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) มองไปไกลกว่าความสำเร็จในเมืองไทย โดยภารกิจแรก คือการย้ายสถานภาพของหุ้น JKN จากตลาด MAI สู่ตลาด SET เสริมภาพของบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเป็น Regional Company

โดยแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 จะเป็นปีที่ JKN เน้นขยายตลาดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ซีรี่ส์อินเดีย-ฟิลิปปินส์ ไปยังตลาดอาเซียนในทุกแพลตฟอร์มให้มากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิดการตลาด ‘Super Marketing’ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้ โดยได้ใช้งบเงินลงทุนกว่า 800 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมเพื่อรองรับแผนงานการขยายธุรกิจทั้งต่างประเทศและในประเทศ

แผนขยายตลาดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ไปยังประเทศเวียดนาม มาเลเซีย บรูไนและไต้หวันเพิ่มเติม เนื่องจากตลาดต่างประเทศถือเป็น Blue Ocean ที่ JKN มีโอกาสนำลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในมือไปสร้างฐานรายได้ให้เติบโตได้อีกมาก หลังจากปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการทำตลาดในประเทศเมียนมา ลาวและกัมพูชา ที่ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ให้ความสนใจซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ไปออกอากาศ

นอกจากนั้น การเป็นตัวแทนจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ละครจากสถานีช่อง 3 ก็มีแผนขยายตลาดในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียและไต้หวันเพิ่มเติมเช่นกัน จากเดิมที่ได้จำหน่ายไปแล้วกับสถานีโทรทัศน์ในฟิลิปปินส์และได้ทยอยส่งลิขสิทธิ์คอนเทนต์ไปออกอากาศเป็นที่เรียบร้อยแล้วและได้ทยอยรับรู้รายได้ตามงวดการส่งมอบตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่งผลสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20% จากรายได้รวมในปีที่ผ่านมาและปีนี้คาดว่าสัดส่วนรายได้จะเพิ่มเป็น 30%

โดย Regional Company ในความคิดของ แอน-จักรพงษ์ คือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขายคอนเทนต์ไปต่างประเทศให้ได้ถึง 50% ซึ่งปัจจุบันคอนเทนต์จาก JKN ถูกจำหน่ายไปยังต่างประเทศราว 20 ประเทศ ทั่วเอเชีย ซึ่งนอกเหนือจากคอนเทนต์จากอินเดีย ฟิลิปปินส์ ที่ได้ลิขสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายนอกเหนือจากในประเทศไทยแล้ว คอนเทนต์ละครจากประเทศไทย ก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่ JKN จะนำไปเปิดตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้น

แอน-จักรพงษ์ เชื่อมั่นว่า วันนี้คุณภาพของละครไทยแม้ด้อยไปกว่าประเทศใดๆ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของประเทศก็เป็นที่น่าสนใจ เพียงแต่การนำมาสร้างเป็นเรื่อง ต้องมีการประยุกต์ให้มีความเป็นสากลมากกว่านี้ ซึ่งละครจากช่อง 3 ก็ถือว่าเป็นละครที่มีคุณภาพที่ดีที่ JKN จะนำไปเปิดตลาดทั่วโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับให้คอนเทนต์ละครไทยก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้า เหมือนกันที่เกาหลีเคยทำได้

ซึ่ง แอน-จักรพงษ์ เชื่อว่า ภายในเวลา 3-5 ปีจากนี้ จะเป็นปีที่ JKN เติบโตสู่การเป็น Regional Company ครอบคลุมพื้นที่ในการทำตลาดทั่วเอเชีย ทำรายได้ก้าวสู่องค์กรระดับหมื่นล้านบาท และมีการเติบโตที่ยั่งยืน

ที่มา: http://www.362degree.com