สรุปข้อมูลหุ้น JKN ขยายตลาด Content บุกต่างประเทศ

หุ้น JKN กำลังขยายธุรกิจไปต่างประเทศอย่างเต็มกำลัง

วันนี้ผมได้รับข้อมูลแผนการขยายต่างประเทศมาอย่างละเอียด จึงนำมาสรุปให้อ่านกันครับ

สิ่งที่ผมเห็นในแผนการครั้งนี้คือเริ่มเห็นบริษัทนำหนังฟิลิปปินส์มาขายบ้างแล้วเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ จากที่เคยมีแต่หนังอินเดียเป็นสัดส่วนใหญ่

ปัจจุบันขายคอนเทนต์ให้ต่างประเทศไปแล้วกว่า 100 เรื่องใน 7 ประเทศ

แผนขยายธุรกิจใหญ่ขนาดนี้ JKN ต้องใช้เงินเพิ่มพอสมควร แต่บริษัทมีการเตรียมแผนการเงินไว้แล้ว

รายละเอียดเป็นอย่างไร JKN จะบุกตลาดต่างประเทศได้มากแค่ไหน มาดูกันครับ…..

จุดเด่นหุ้น JKN

เริ่มต้นจากจุดเด่นธุรกิจของ JKN ก่อน

สิ่งที่เห็นชัดๆ ในตอนนี้มีอยู่ประมาณ 4 ข้อด้วยกัน

1. รายได้ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการขายคอนเทนต์ให้ลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ

2. การขยายธุรกิจนำคอนเทนต์ไทยไปขายยังต่างประเทศ ซึ่งเริ่มเห็นผลแล้วจากปัจจุบันที่มีรายได้ต่างประเทศ 30%

3. ธุรกิจของ JKN นับเป็นผู้นำในตลาดคอนเทนต์ ที่ดูแลลูกค้าในการหาคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่เหมาะกับตลาดของตน

4. ข้อสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นแผนใหญ่มากๆ คือการย้ายหุ้น JKN จากการเทรดในตลาด MAI ไปอยู่ใน SET เพื่อให้เข้าสายตาของนักลงทุนสถานบันเพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนี้ต้องบอกว่าเป้าหมายท้าทายมากๆ เลยทีเดียว

หุ้น JKN กับธุรกิจ Trend Setter

JKN เป็นธุรกิจที่เกิดมาจากร้านให้เช่าวิดีโอ คุณแอน-จักรพงษ์ CEO มี Vision ที่กว้างไกล และตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงจึงปรับธุรกิจมาเป็นตัวกลางในการขายคอนเทนต์ให้กับแพลตฟอร์มทีวีและออนไลน์ต่างๆ

สิ่งที่ JKN ทำคือไปติดต่อผู้ผลิต สารคดี หนัง และละคร ทั้งซีรีส์ฝรั่ง, ญี่ปุ่น, เกาหลี,อินเดีย ฟิลิปปินส์ ในประเทศต่างๆ รวมถึงนำละครไทย ไปเผยแพร่ต่างประเทศด้วย ซึ่งนำซีรีส์ละครเหล่านั้นมาทำซับ, พากย์เสียงใหม่ และทำการตลาดคอนเทนต์เหล่านั้นให้ลูกค้าเห็นว่ามีจุดเด่นและความน่าสนใจอย่างไร

JKN จะหาคอนเทนต์ที่เหมาะกับงบของลูกค้า ดูแลเรื่องการควบคุมต้นทุน ก่อนขายสิทธิ์ให้กับลูกค้าที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มทีวี เช่น สถานีโทรทัศน์ GMA ในประเทศฟิลิปปินส์ สถานีโทรทัศน์ MEDIACORP ประเทศสิงค์โปร์ ช่องทีวีเคเบิล TRA MEDIA ประเทศเกาหลี และ Dimsum Entertainment ที่ทำ Platform OTT แบบเดียวกับ Netflix

ธุรกิจของ JKN แท้จริงแล้วเป็นธุรกิจ Trend Setter คือเป็นผู้คัดสรรว่าคอนเทนต์ไหนจะ “ปัง” ในแต่ละปี ซึ่งต้องใช้ความสามารถ,​ประสบการณ์และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และเนื่องจากจุดแข็งเป็น Content Exclusive เมื่อคอนเทนต์นั้นๆได้รับความนิยม JKN ก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย

หุ้น JKN เติบโตได้อย่างไร?

การเติบโตของ JKN เป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องมากๆ ในปี 2562 รายได้โต 20% มาอยู่ที่ 1,711 ล้านบาท

ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนคอนเทนต์ที่ขายมากขึ้น และการเปิดตลาดต่างประเทศที่ขายคอนเทนต์ให้ลูกค้าไปกว่า 100 เรื่องแล้ว

นอกจากนั้นบริษัทยังมีการปรับตัวจากการขายคอนเทนต์ให้ช่องทีวี ดิจิตอลและทีวีดาวเทียมทั่วไป มาเน้นเป็นกลุ่ม VOD หรือ Video On Demand แทน 

ซึ่งปัจจุบัน LINETV เป็นหนึ่งในพันธมิตรธุรกิจของ JKN

กลยุทธ์ออกสู่ตลาดโลก

ประเทศที่มีการขายคอนเทนต์ไปแล้วมี 7 ประเทศ และ JKN กำลังจะทำการตลาดเพิ่มในทวีปลาตินอเมริกา

กลยุทธ์การขยายธุรกิจคอนเทนต์ไปขายตลาดโลกจะทำให้สัดส่วนรายได้ของ JKN เป็นรายได้จากต่างประเทศถึง 50% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

เรียกได้ว่ารายได้ครึ่งหนึ่งของบริษัทมาจากต่างประเทศ ถ้าทำได้สำเร็จตาม Vision ของคุณแอน -จักรพงษ์ บริษัทก็จะกลายเป็น Global Company ทันที

สัดส่วนรายได้ JKN

JKN มีการคัดเลือกคอนเทนต์และขยายประเทศของคอนเทนต์ที่จะนำมาขายอย่างต่อเนื่อง

ถ้าใครเคยตามข้อมูล JKN มาจะรู้ว่า ช่วงแรกๆ JKN เน้นหนังเกาหลี เพิ่มหนังอินเดีย ปัจจุบันมีเพิ่มหนังฟิลิปปินส์เข้ามาและก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเอามาทำการตลาดแล้วได้รับความนิยมจริงๆ

ปัจจุบันสัดส่วนของซีรีย์อินเดียเยอะที่สุดที่ 62%
ซีรีย์ฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโตประมาณ 25%
ซีรีย์ของประเทศอื่นๆ รวมทั้งละครไทยของช่อง 3 รวมเป็น 14%

JKN เริ่มเปิดตลาด Video On-Demand

ในปี 2562 ที่ผ่านมา JKN มีสื่อทีวีดิจิทัลหลายเจ้า เช่น GMA, Media Corp,  RAJAWALI TV, TRA Media เป็นต้น 

และมีการขายละครไทยให้กับบริษัท Online Streaming เจ้าใหญ่ชื่อDimsum (อารมณ์คล้ายๆ Netflix แต่เป็นบริษัทของมาเลเซีย)

ถือเป็นก้าวแรกของการปรับตัวเพื่อรับมือกับอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ปัจจุบัน Video on Demand มีสัดส่วนเป็น 37% ของรายได้ทั้งบริษัทแล้ว

ทั่วโลกกำลังดูวีดีโอออนไลน์มากขึ้น

หากมาดูที่เทรนด์รอบโลกจะพบว่า ด้วยการที่คนมีสมาร์ทโฟนกันทุกคน การเข้าถึงความบันเทิงราคาถูกในโลกออนไลน์ก็มีสูงขึ้น

นักวิเคราะห์ของ Zenith’s Online Video Forecast ได้ประเมินไว้ว่า คนจะดูวิดีโอออนไลน์เป็นระยะเวลานานขึ้น

จาก 84 นาทีในปี 2019 เป็น 100 นาทีในปี 2021

ซึ่งจะทำให้คอนเทนต์เป็นสิ่งที่สำคัญของธุรกิจ Online Streaming ทั้งหมด เพราะถ้ามี Platform แต่คอนเทนต์ไม่โดนใจก็คงเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งได้

ดังคำกล่าวที่ว่า Content is King

โอกาสในตลาดโลก

การตลาดสไตล์ JKN ค่อนข้างแตกต่างกับการทำการตลาดของรายอื่นๆ เรียกวิธีการแบบนี้ว่า “Superstar Marketing” คือการนำเอาดาราดังๆ ที่เป็น Magnet ในประเทศต่างๆ ไปทำการตลาดร่วมกับคอนเทนต์ด้วย ผ่านทางการจัด Event 

และงานโชว์คอนเทนต์ระดับโลก เช่น

  • HK Filmart จัดที่ฮ่องกง
  • Content Asia Summit ปีนี้จัดที่เมืองไทย
  • Mipcom จัดที่ฝรั่งเศส
  • ATF จัดที่สิงคโปร์
  • Telefilm จัดที่เวียดนาม

งาน Event เหล่านี้คือประตูสู่การทำธุรกิจต่างประเทศในมุมมองของบริษัท

การประกันรายได้

การทำธุรกิจของ JKN ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความท้าทายในหลายๆ มุมนอกจากการขายคอนเทนต์ เช่น การเก็บเงินลูกค้าที่มีโอกาสชำระเงินล่าช้ากว่ากำหนด, ความเห็นของผู้สอบบัญชี, ความนิยมในตัวคอนเทนต์ที่ไม่สามารถการันตีกับลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบว่า “ปัง” แน่นอน และการแข่งขันในการซื้อคอนเทนต์แข่งกับบริษัทคู่แข่งรายอื่นๆ

JKN ก็คงรู้ดีถึงความท้าทายเหล่านี้ ตอนนี้เลยได้มีการติดต่อกับธนาคารเพื่อให้เข้ามาค้ำประกันการเก็บหนี้จากลูกค้าต่างประเทศเพื่อบริหารความเสี่ยง ซึ่งก็จะช่วยให้ JKN ลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานธุรกิจต่างประเทศ ลดความกังวลในเรื่องการเงินไปได้ระดับหนึ่ง

เงินสำรองขยายธุรกิจ

นอกจากความท้าทายเรื่องการเก็บเงิน จากประเทศคู่ค้าแล้ว JKN ต้องเจอกับความท้าทายในมุมของเงินทุนเช่นกัน

การซื้อคอนเทนต์มาขายต้องใช้เงินทุน ยิ่งขยายธุรกิจไปต่างประเทศยิ่งต้องใช้เงินลงทุนมากตามอัตราการเติบโตที่คาดหวัง

JKN ได้มีการเตรียมเงินลงทุนไว้แล้วโดยเป็นเงินที่อยู่ในตราสารหนี้ สามารถขายเพื่อนำมาใช้ในการขยายธุรกิจได้ 600 ลบ.

นอกจากนั้นยังมีวงเงินกู้จากธนาคารอีก 450 ลบ.และวงเงินกู้ระยะยาวอีก 400 ลบ. รวมไปถึงการออกหุ้นกู้แปรสภาพที่มีนักลงทุนชั้นนำระดับโลกอย่าง Morgan Stanley

ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

สรุปก็คือ JKN เป็นหุ้นที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ธุรกิจกำลังขยายไปต่างประเทศอย่างรวดเร็ว แต่มีปัจจัยที่ควรต้องติดตามสำหรับ   นักลงทุน 3-4 ประเด็นเช่น

  • การย้ายหุ้นเข้าสู่ตลาด SET ต้องใช้เวลาและมีเงื่อนไขมากพอสมควร
  • เงินทุนของบริษัทที่เพียงพอต่อการขยายธุรกิจต่างประเทศและการซื้อคอนเทนต์มาขายอย่างต่อเนื่อง
  • ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการขายคอนเทนต์ในตลาดต่างประเทศและการซื้อซ้ำของลูกค้ารายเดิม
  • จับตาการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การดู Video Online ในอนาคต เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแล้ว เปลี่ยนบ่อย เปลี่ยนเร็ว พอสมควรบริษัทต้องปรับตัวตามให้ทัน

ที่มา W3Schools