"แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ชีวิตวันนี้ "สาวข้ามเพศพันล้าน"

จากธุรกิจนำเข้าและส่งออกคอนเทนต์ รวมถึงเธอคนนี้ยังได้ฉายา “แอน ภารตะ” เพราะเป็นผู้เปิดตลาดให้กับ “ซีรีส์ละครอินเดียในไทย” อย่างไรก็ตาม กับเส้นทางของ “สาวข้ามเพศพันล้าน” ที่ใครบางคนอาจนึกอิจฉาคนนี้

เวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ “แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑา ธิบดิ์” ที่ร่ำลือกันว่าคือผู้หญิงข้ามเพศที่รวยที่สุดในภูมิภาคอาเซียนขณะนี้...จากธุรกิจนำเข้าและส่งออกคอนเทนต์ รวมถึงเธอคนนี้ยังได้ฉายา “แอน ภารตะ” เพราะเป็นผู้เปิดตลาดให้กับ “ซีรีส์ละครอินเดียในไทย” อย่างไรก็ตาม กับเส้นทางของ “สาวข้ามเพศพันล้าน” ที่ใครบางคนอาจนึกอิจฉาคนนี้ กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้...ก็ไม่ง่าย ซึ่งเส้นทางวิถีชีวิตของเธอคนนี้ก่อนหน้านี้เป็นเช่นไร??...วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปเจาะลึกกัน...

“เกิดเป็นตุ๊ดไม่มีวันประสบความสำเร็จ...เป็นประโยคที่ทำให้เราฮึดที่จะเอาชนะ อยากจะลบคำสบประมาทคำนี้ให้ได้” ...แอน-จักรพงษ์ เริ่มต้นสนทนากับเราด้วยประโยคสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้ชีวิตเธอก้าวมาถึงวันนี้ได้...จากคำปรามาสดังกล่าว ซึ่งก็ดูเหมือนเธอจะสามารถลบคำสบประมาทได้อย่างสิ้นเชิง เพราะวันนี้เธอเป็นถึงผู้บริหารบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้า-ส่งออกคอนเทนต์ระดับโลกรายใหญ่ของไทย ที่ตอนนี้กำลังเขย่าวงการบันเทิงด้วยการนำซีรีส์อินเดียมาบุกตลาดเมืองไทย แต่กระนั้น...กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เธอก็ต้องน้ำตาตกไปหลายยกเช่นกัน

แอนเล่าว่า ชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้เธอคือ แอนดรูว์ โดย ปัจจุบันเธออายุ 40 ปี สำหรับชีวิตในวัยเด็ก เธอเล่าให้ฟังว่า ครอบครัวเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ฐานะปานกลาง บ้านเดิมอยู่ ต.ลำนารายณ์ จ.ลพบุรี ต่อมาคุณพ่อได้ พาครอบครัวย้ายมาลงหลัก ปักฐานที่กรุงเทพฯ โดยเปิดร้านวิดีโอเล็ก ๆ อยู่ที่ตลาดบางแค ซึ่งแอนเป็นลูกชายคนโตของบ้าน และเธอยังมีน้องสาวอีก 1 คน โดยเธอรู้ตัวเองตั้งแต่อายุ 5 ขวบแล้วว่า “ตัวเป็นชาย ใจเป็นหญิง” แต่ด้วยความที่เธอเกิดในครอบครัวคนจีน ซึ่งการที่เป็นลูกชายคนโตนั้น คนจีนถือว่าคือของขวัญจากฟ้า ทำให้เธอต้องพยายามทำหน้าที่ในฐานะลูกชายคนโตให้ครอบครัวภาคภูมิใจมาตลอด พร้อม ๆ กับการพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนประจักษ์ว่า... แม้เธอจะเป็นเช่นนี้ แต่ก็สามารถที่จะเป็นกำลังหลักให้ครอบครัวได้

“รู้ตัวว่าเป็นผู้หญิงที่อยู่ผิดร่าง ทำให้วัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานมากในชีวิต ถูกล้อเลียนมาตลอด หรือเวลาส่องกระจก ก็จะร้องไห้ทุกครั้งว่าทำไมฉันต้องอยู่อย่างนี้ จำได้ว่าจะ ชอบแอบไปลองใช้เครื่องสำอางของคุณแม่ ใส่รองเท้าและชุดของแม่ และชอบเล่นตุ๊กตาบาร์บี้กับน้องสาว แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่ได้ชอบผู้ชายตุ้งติ้ง ครั้งหนึ่งเคยมีเกย์มาจีบ เราก็บอกเลยว่าเราไม่ชอบ เพราะสเปกเราคือ ผู้ชายแท้จริง ๆ เพราะเราเป็นผู้หญิงที่เกิดผิดร่าง”

แอนบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต ก่อนจะเล่าอีก ว่า ตั้งแต่จำความได้ก็จะต้องเจอเสียงปรามาสว่าเป็นตุ๊ดไม่มีวันเจริญมาตลอด จึงเอามาเป็นแรง ฮึด และกลายเป็นแรงบันดาลใจว่า เธอจะต้องเรียนหนังสือให้เก่ง เพื่อลบคำสบประมาท ซึ่งนี่เป็น “เคล็ดลับพลิกชีวิต” ของสาวข้ามเพศพันล้านคนนี้ ที่เปลี่ยนปมด้อยให้กลายมาเป็นปมเด่นแทน ดีกว่าจะประชดชีวิตตัวเอง โดยไม่เกิดประโยชน์ โดยเธอบอกว่า จากนั้นมาจึงกลายเป็นทั้งเด็กเรียนเก่ง เด็กที่มีความประพฤติดี แถมยังเป็นนักกิจกรรม ซึ่งเธอเคยเป็นนักพูดโต้วาทีและกัปตันของโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก... “เมื่อเราเป็นจุดเด่น ก็ไม่มีใครกล้าล้อเราอีกเลย” เธอบอกเรา

พร้อมกับเผยถึงความรู้สึกให้ฟังเพิ่มว่า เพราะคำที่ ว่า “เป็นตุ๊ดไม่มีวันเจริญ” เธอจึงเอาความกดดันมาเป็น แรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมายในชีวิตว่า สักวันจะต้องประสบความสำเร็จ... “คือเอาจริง ๆ นะ คำว่าเป็นตุ๊ดไม่มีวันเจริญ มันฝังอยู่ในหัว จนทำให้คิดได้ว่า เอาสิ...ฉันจะทำให้ดูว่ามันอยู่ที่สมอง ไม่ได้อยู่ที่เพศ เพราะการที่เราไม่ใช่ผู้ชายแท้มาแต่กำเนิด มันไม่ได้หมายความว่าเราผิด แต่ชีวิตฉัน...ฉันขอลิขิตด้วยตัวเองเท่านั้น” เธอย้ำเรื่องนี้ด้วยเสียงหนักแน่นกับ “ทีมวิถีชีวิต”

และด้วยความฝัน และมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมวงการบันเทิงของเมืองไทยให้ได้ เธอมองว่าจำเป็นจะต้องพูดให้ได้ 2 ภาษา ทำให้เธอคิดมาตลอดว่า จะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศให้ได้ จึงตัดสินใจขอ คุณพ่อเพื่อไปเรียนต่างประเทศตอนอายุ 16 ปี โดยไปเรียนชั้นมัธยมปลาย ที่ กรุงซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยได้เงินจากทางบ้านประมาณหนึ่ง แต่เพราะค่าครองชีพสูง เธอจึงไปสมัครทำงานเป็น “เด็กปั๊มน้ำมัน” ที่นั่น โดยเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเรียนจบปริญญาตรีทางด้านรัฐศาสตร์ จากนั้นจึงกลับมาที่เมืองไทยเพื่อมารับช่วงกิจการต่อจากคุณพ่อ ...เป็น เส้นทางในต่างแดน ในช่วงที่ตัดสินใจจะออกไป ไขว่คว้าเพื่ออนาคต

แอนเล่าต่อว่า เรียนจบตอนอายุ 20 ปี เมื่อกลับมาไทย ก็พยายามกลับมาทำหน้าที่ใน ฐานะลูกชายคนโต ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิด เพราะคุณพ่อคุณแม่ฝากความหวังเอาไว้ ซึ่งธุรกิจร้านวิดีโอของที่บ้าน ทำกิจการ ST VDO โดยเป็นร้านเช่าวิดีโอ แต่ตอนที่กลับ มาวิดีโอไม่ได้รับความนิยมแล้ว ก็เลยต่อยอดเป็นร้านซีดีแทน ซึ่งช่วงแรกธุรกิจดีมาก แต่ไม่นานจากนั้นก็มีแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์หรือแผ่นผีรุกเข้ามา ทำ ให้ต้องฉีกตัวเองออกมา ทำให้ค้นพบว่า สิ่งที่คนต้องการ ไม่ใช่วิดีโอหรือซีดี แต่คือเนื้อหาในนั้น ที่เรียกว่า คอนเทนต์ (Content) จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการนำเข้าคอนเทนต์จากต่างประเทศมาขายในเมืองไทย

“จนวันนี้ เราถือเป็นเจ้าเดียวในไทยที่มีคอนเทนต์จากทั่วโลกเยอะที่สุด ซึ่งหลังเราทำธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จ จึงตัดสินใจบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ที่ผ่านมาเราเป็นอาตี๋คนโตของบ้าน ตอนนี้เราประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว เราจึงอยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เรื่องเพศไม่ใช่ปัญหาในการใช้ชีวิต จึงตัดสินใจเปิดเผยตัวตนของตนเอง” แอนเล่าถึงอีกหนึ่ง “จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต” จาก “อาตี๋” ที่กลายมาเป็น “สาวหมวย” สวยพันล้าน

แอนเล่าถึงเรื่องนี้อีกว่า พอเปิดเผยตัวตนกับทางคุณพ่อคุณแม่แล้ว ถือเป็นการวางคำว่า “ลูกชายคนโต” ซึ่งเธอแบกไว้บนบ่ามานานกว่า 35 ปีลงไป โดยครั้งแรกที่ได้เปิดใจกับคุณพ่อ เธอรู้สึกดีใจมาก เพราะคุณพ่อบอกกับเธอว่ารับได้ และขอเพียงแค่ให้เธอเป็นลูกที่ดี เป็นคนดีก็พอ... “คำพูดที่ทำให้เราดีใจที่สุดคือ คุณพ่อบอกว่า ขอให้เป็นลูกสาวที่ดีของคุณพ่อเหมือนเดิมเหมือนตอนที่เป็นลูกชาย” อย่างไรก็ตาม แม้คุณพ่อจะยอมรับ แต่กับคุณแม่นั้น กลับไม่สามารถรับเรื่องนี้ได้ จนถึงกับไม่ยอมพูดคุยกับเธอนานถึง 3 ปี แต่ปัจจุบันนี้ม่านหมอกในเรื่องนี้ที่เคยปกคลุมทั้งเธอและคุณแม่ ก็ค่อย ๆ คลี่คลายหายไปแล้ว ซึ่งเธอบอกว่า รู้สึกโล่งใจที่สุดในชีวิตแล้วตอนนี้ ทั้งนี้ แอนบอกว่าหลังจากเปิดตัวกับครอบครัวแล้ว ก้าวต่อไปคือเปิดเผยตัวตนของเธอสู่สังคมภายนอกด้วย ซึ่งเธอยอมรับว่า ปัจจุบันนี้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น เพราะทุกคนที่เคยร่วมงาน ต่างก็เอ็นดูเธอ และไม่ได้มองว่าเธอจะเป็นเพศอะไร แต่มองที่ความสามารถและผลงานเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อทุกอย่างลงตัว จึงตัดสินใจไปเกาหลี...

เพื่อ “เป็นผู้หญิงทั้งตัวและหัวใจ”

“จริง ๆ จุดเริ่มต้นเริ่มจากต้องการไปปลูกผมเท่านั้น แต่ไปถึงแล้ว คุณหมอบอกว่าจะแก้หน้าใหม่ให้ด้วย จึงบอกคุณหมอว่า ทำทั้งหน้าก็ได้ ถ้าเปลี่ยนให้เราเป็นผู้หญิงด้วยเลย (หัวเราะ) จึงศัลยกรรมยกชุดกว่า 10 จุด ตั้งแต่ปลูกผม ฉีดไขมันที่หน้าผาก ศัลยกรรมตาสองชั้น และเสริมจมูก ลดโหนกแก้ม เสริมแก้ม เสริมร่องแก้ม ดึงหน้า ตัดกราม และทำคางวีไลน์ ซึ่งทั้งหมดนี้แอนทำรวดเดียวเลย เรียกว่าใช้เวลาอยู่ในห้องผ่าตัดนานกว่า 18 ชั่วโมง และต้องพักฟื้นนานกว่า 1 เดือน ก่อนบินกลับมาไทยเพื่อเป็น แอน-จักรพงษ์ คนใหม่ ที่สวยและรวยมาก” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี

ปัจจุบัน นอกจากจะประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงแล้ว เธอยังขึ้นแท่นเป็น “สตรีข้ามเพศที่รวยที่สุดในประเทศไทย” และ “รวยที่สุดในอาเซียน” จาก “ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกคอนเทนต์” จนทำให้ได้รับฉายา “เจ้าแม่ภารตะพันล้าน” นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทของเธอยังก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเธอแนะนำ “วิชาชีวิต” ผ่านตัวอย่างชีวิตเธอให้ฟังว่า ต้องเริ่มจากเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นสติ ให้กลายเป็นแรงผลักดัน และควรเปลี่ยนความสิ้นหวังให้เป็นแรงบันดาลใจ นั่นคือต้องพยายามคิดบวก และต้องรู้จักวิเคราะห์ เพราะไม่ใช่เจออะไรแย่ ๆ ก็จะคิดบวกไปหมดเสมอไป...ก็ไม่ได้

“อย่างแอน ตั้งแต่ออกจากบ้านจนมาถึงตรงนี้ วางเป้าหมายชีวิตไว้เลยว่า ฉันต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต้องลบคำสบประมาทให้ได้ และวิเคราะห์ถึงขั้นว่า อนาคตฉันจะยืนจุดไหน เราไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ยัยข้ามเพศคนนี้มาจากไหน มาเป็นข้ามเพศพันล้านเฉยเลย รวย ขนาดนี้ได้ยังไง ง่าย ๆ มันไม่มีจริงหรอก แต่ทุกอย่างเกิดจากการวิเคราะห์ให้เป็น และรู้จักเปลี่ยนแรงกดดันมาเป็นพลังบวก ซึ่งวันนี้ต้องขอบคุณทุกคนที่เหยียดหยามเรา เพราะถ้าไม่มีวันนั้น เราก็มาถึงวันนี้ไม่ได้แน่ ๆ” เป็น “แนวคิด” ของ“เจ้าแม่ภารตะพันล้าน” ที่น่าสนใจ และใครจะนำไปลอกเลียนแบบก็ไม่ผิดกติกา...

ก่อนจะจากกันในวันที่ได้สนทนากันว่า... เธอยิ้ม พร้อมบอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ซึ่งจะเกิดเป็นเพศใด สถานะใดก็แล้วแต่ แต่จะต้องเกิดมาพร้อมสมอง ไม่ใช่เพศอย่างเดียว เธอจึงอยากฝากถึงทุกคนที่กำลังท้อแท้ว่า ขอให้ เปลี่ยนปมด้อยให้เป็นปมเด่น ต้องเปลี่ยนความคิดเชิงลบให้เป็นพลังดี พลังบวก และที่สำคัญ...การที่คนเราจะไปถึงจุดหมายหรือเส้นชัยชีวิตได้นั้น...

“มุ่งมั่นแล้ว...ห้ามหยุดเดิน”

ที่มา https://www.dailynews.co.th/article/696186