‘JKN’ เซอร์ไพรส์ตลาด ราคาหุ้นพุ่งแรง

“JKN”เซอร์ไพรส์ตลาด ราคาหุ้นพุ่งแรง กลับมาคึกคักแบบผิดหูผิดตา เผยปัจจัยที่ส่งเสริมให้หุ้น JKN พุ่งแรงแบบนี้ นักลงทุนอาจต้องพิจารณาให้รอบคอบ 

ต้องบอกว่าอยู่ดีๆ ราคาหุ้น JKN หรือ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ก็กลับมาคึกคักแบบผิดหูผิดตา โดยราคาหุ้น JKN กระโดดขึ้นไปทำสถิติสูงสุด (นิวไฮ) ในรอบเกือบ 2 ปี เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ที่ราคา 11.10 บาท หรือคิดเป็นการเติบโตเกือบ 80% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปี 2562

เรื่องนี้สร้างความเซอร์ไพรส์ ให้ตลาดพอสมควร เพราะ JKN คือผู้เล่นในธุรกิจสื่อคอนเทนต์ โดยโมเดลหลักของบริษัทเป็นการซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์เด่นๆ ดังๆ จากทั่วโลก เพื่อนำมาขายให้ช่องในประเทศไทยและประเทศแถบภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกัน JKN ยังมีสื่อในมือของตัวเองอย่าง JKN CNBC ที่เน้นนำเสนอข่าวสารการเงินการลงทุนแบบเชิงลึก

เหตุผลที่ว่าสร้างความเซอร์ไพรส์นั้น ประการแรกคือเรารู้ดีอยู่แล้วในปี 2563 เป็นช่วงที่ยากลำบากของธุรกิจสื่อ เนื่องจากทั้งอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง ตั้งแต่สื่อนอกบ้านไปยันสื่อออนไลน์ 

ทั้งนี้ “นีลเส็น ประเทศไทย” รายงานว่า เม็ดเงินโฆษณาในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2563 หดตัวลง 14% โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 60,018 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่เม็ดเงินโฆษณาอยู่ที่ 69,973 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่แนวโน้มที่ดีนักต่อหุ้นสื่อในประเทศไทย

ประการถัดมา เมื่อลองสำรวจจากบทวิเคราะห์ลงทุนแล้ว พบว่า ราคาปัจจุบันของหุ้น JKN นั้นแพงกว่าราคาเป้าหมายเฉลี่ยปี 2563 ไปแล้ว โดย IAA Consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยหุ้น JKN ไว้ที่ 9.77 บาทต่อหุ้น ณ P/E Ratio เฉลี่ยที่ 18.4 เท่า

คำถาม คือ ปัจจัยอะไรที่ส่งเสริมให้หุ้น JKN พุ่งแรงแบบนี้ เราได้รวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่ควรรู้มาให้แล้ว

1. เม็ดเงินโฆษณาในไทย ไม่ได้ส่งผลต่อ JKN อย่างที่คิด

ผลประกอบการครึ่งปีแรก JKN มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แปลว่าแม้เม็ดเงินโฆษณาจะลดลง แต่ JKN กลับไม่ได้รับผลกระทบอย่างที่คิด ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากถึง 30% และเตรียมขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่องจนมีสัดส่วนรายได้ขึ้นเป็น 50% ในอนาคต

นอกจากนี้ จุดเด่นของการขายคอนเทนต์ในประเทศของ JKN คือ มีราคาถูกสำหรับคนที่มีต้นทุนไม่มากนัก ซึ่งเมื่อรายได้ของลูกค้าลดลง จึงเป็นโอกาสให้ JKN สามารถขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง เพราะราคาถูกกว่าที่ช่องผลิตเอง 

 

2. แรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศ

พบว่าปริมาณการถือหุ้น JKN ผ่าน NVDR เพิ่มขึ้นเท่าตัวในช่วงที่ผ่านมา โดยล่าสุดขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านหุ้น เทียบกับต้นเดือนกันยายนที่อยู่เพียง 22 ล้านหุ้นเท่านั้น  

ทั้งนี้ หากจำกันได้เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 JKN ได้ออกหุ้นกู้แปลงสภาพให้แก่กองทุน North Haven Thai Private Equity ในกลุ่ม Morgan Stanley บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการทางการเงินระดับโลกให้เข้ามาร่วมลงทุนใน JKN เพื่อเป้าหมายสู่การเป็น Global Company ภายใน 3 ปี

แน่นอนว่าการเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติอย่าง Morgan Stanley และ NVDR ส่งผลต่อการผลักดันราคาหุ้น JKN ให้พุ่งทยานแบบปฏิเสธไม่ได้

3. แผนเปลี่ยนกระดานการซื้อขายขยับขึ้น SET

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ทาง JKN ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ จากตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งเป็นประเด็นบวกต่อบริษัทในแง่ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อยื่นพิจารณา เบื้องต้นคาดว่าจะย้ายเข้าซื้อขายใน SET ได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2563

ว่ากันตามหลักแล้ว การจะตัดสินใจลงทุนหุ้น JKN ในขณะนี้ อาจจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะมีหลายปัจจัยเสี่ยงซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในแง่มูลค่าทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรให้น้ำหนักทั้งอุตสาหกรรมในประเทศไทย และแนวโน้มการขยายตลาดในต่างประเทศด้วย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า JKN ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ทำธุรกิจได้น่าสนใจ กล้าที่จะริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ และยังมีโอกาสเติบอยู่เสมอ

ที่มา : W3Schools